วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เวชสำอางคืออะไร มีอะไรบ้าง

เวชสำอางคืออะไร มีอะไรบ้าง

เวชสำอาง (Cosmeceuticals) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทั้งของเครื่องสำอางและยาเข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่แห่งอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเลยก็ว่าได้ ซึ่งในสมัยนี้ผู้คนต่างก็เริ่มหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เวชสำอางกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลิตภัณฑ์ประเภทเวชสำอางที่มาจากธรรมชาติแท้ๆ โดยปราศจากสารปรุงแต่ง, กลิ่น, สี, วัสดุปนเปื้อนหรือตัดแต่งพันธุกรรม, ไม่มีการทดลองในสัตว์ และตัวทำละลาย หรือสารเคมีรุนแรง เป็นต้น
ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่จัดเป็นเครื่องสำอางมีอะไรบ้าง?
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาสีฟันที่ผสมสารป้องกันฟันผุอย่างฟลูออไรด์
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ป้องกันหรือขจัดรังแค
– กลุ่มผลิตภัณฑ์อันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด
ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่จัดเป็นยามีอะไรบ้าง?
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับฉีดเข้าสู่ร่างกาย
– กลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการปลูกผมที่มีส่วนผสมของสาร Minoxidil
– กลุ่มผลิตภัณฑ์แก้อาการผิวหนังอักเสบ หรือผื่นแพ้และคันตามร่างกาย
– กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาสิวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสาร Benzoyl Peroxide, Antibiotics, Retinoic Acid
– กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสาร Azelaic Acid, Hydroquinone
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้สำหรับช่องปาก อย่างยาแก้ปวดฟัน, ยาระงับเชื้อ, ยาแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน, เหงือกบวม หรือรำมะนาด ที่มีส่วนผสมของสาร Antibacterial Agent
– กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับการเสริมทรวงอกต่างๆ
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร Antibiotics และ Corticosteroid

ซึ่งผลิตภัณฑ์จากเวชสำอางนี้ส่วนมากมักถูกนำมาใช้สำหรับสาวๆ ที่รักผิวพรรณทั้งหลาย โดยมักจะอยู่ในรูปของครีมบำรุงต่างๆ โดยเป็นสิ่งที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างเครื่องสำอางและยา แต่จะได้ผลที่ดีกว่าเครื่องสำอางทั่วไป และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองขึ้น ซึ่งครีมบำรุงผิวทั่วๆ ไปนั้นมักมีส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน แต่กับผลิตภัณฑ์เวชสำอางในปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมเนื่องจากได้ผลดีและสามารถแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหรือแพ้อีกด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวๆ ที่มีผิวพรรณหมองคล้ำทั้งหลายที่ใช้กลุ่มเวชสำอางนี้ก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด ทำให้ปัญหาผิวที่หมองคล้ำหมดไป เนื่องจากมีการนำสารที่ออกฤทธิ์เป็นพิเศษสำหรับปัญหาของผิวพรรณในเรื่องนั้นๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์เวชสำอางนั่นเอง


วิธีสังเกตและหลีกเลี่ยงครีมที่มี "สารสเตียรอยด์

วิธีสังเกตและหลีกเลี่ยงครีมที่มี "สารสเตียรอยด์

 ปัจจุบันมีผู้ผลิตเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวขาวออกวางจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ครีมหน้าขาว (Whitening Products) ครีมหน้าขาวนี้จัดเป็นผลิตภัณฑ์ยอดฮิตในบรรดาผู้หญิงทั้งหลาย เพราะเห็นผลเร็ว ผิวขาวเนียนใสจริง แต่ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ความขาวใสนี้ จะถูกแถมด้วยอาการข้างเคียง คือ รอยไหม้ดำที่ค่อยๆ แผ่วงกว้าง รอยแดง ผื่นแพ้ หน้าบาง ติดเชื้อง่าย ซึ่งใช้เวลาในการรักษานานและในบางรายอาจเป็นถาวร เมื่อผู้บริโภคถูกเอาเปรียบและได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ อย.จึงเข้ามามีบทบาทในการสืบสวนหาสาเหตุ และได้ประกาศ รายชื่อสารต้องห้ามใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง อันได้แก่ สารปรอท, สารไฮโดรควิโนน, สเตียรอยด์, กรดเรติโนอิก เป็นต้น ซึ่งวันนี้มิสเดอร์มาฯ
อันตรายของครีมที่ผสมสารสเตียรอยด์
สารสเตียรอยด์เป็นสารที่ผิดกฎหมายหากนำมาใช้โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากแพทย์ หากนำมาใช้เป็นส่วนผสมของครีมอย่างไม่ถูกวิธี อาจเสี่ยงทำให้ผิวหน้าของผู้ใช้บางลงไวต่อมลภาวะ มีผดผื่น สิวขึ้น ไวต่อแสงแดดมากเกินไป

หากยังใช้ไปนานๆ อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้บริเวณผิวที่ทาเกิดหลอดเลือดใต้ผิวหนังแตกง่าย ทำให้ผิวแตกลาย และทำให้เกิดสิวเรื้อรังรักษายาก
วิธีสังเกต เพื่อหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางกลุ่มที่มีการผสมสารสเตียรอยด์
ที่ผลิตภัณฑ์ ต้องมีข้อมูล แหล่งที่มา ที่เชื่อถือได้ระบุไว้อย่างชัดเจน โดยต้องมีข้อมูลดังนี้
ชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้า ที่มีชื่อทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต กรณีที่ผลิตในประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า  และชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต กรณีที่นำเข้า
ปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน เดือน ปีที่ผลิตและที่หมดอายุ เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต และชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต
ข้อความอื่นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค เช่น เลขที่ใบรับแจ้ง จาก อย. เป็นเลข 13 หลัก หรือ 10 หลัก
โดยท่านสามารถตรวจสอบเลขที่ใบจดแจ้งว่าเป็นของปลอมหรือไม่ได้ที่ http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx
ไม่มีคำโฆษณา หรือข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของเครื่องสำอาง และไม่ใช้ข้อความที่ขัดต่อศีลธรรม หรือวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
ครีมต้องไม่มีการแยกชั้นกันของเนื้อครีม เมื่อตั้งทิ้งไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง
เนื้อครีมต้องไม่เปลี่ยนสีในระยะเวลาอันสั้น อาจจะ 1-3 เดือนหลังจากที่ซื้อ เช่น เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทา หรือเหลือง
ครีมที่ใช้ต้องไม่เห็นผลเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะเห็นผิวขาวขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 7 วัน เพราะครีมที่ดีควรค่อยๆ ผลัดผิวใหม่ของเราอย่างช้าๆ ใช้เวลา 1-2 เดือน
ครีมต้องไม่มีกลิ่นแปลกๆ นอกจากกลิ่นสารเคมีเข้มข้นแล้ว ไม่ควรมีกลิ่นน้ำหอมจนฉุนจมูก เพราะอาจเป็นการกลบกลิ่นสารเคมีอันตรายที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง
อย่าเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ที่ราคาไม่เหมาะสมกับคำเคลม อย่างเช่น ครีมทาผิวขาว ช่วยให้ผิวขาวเห็นผลใน 3-7 วัน แต่ราคาถูกแสนถูก สงสัยไว้ได้เลย ว่าอาจมีสารต้องห้ามผสมอยู่
เลือกซื้อผลิตภัณฑ์กับบริษัทที่เชื่อถือได้ มีทีมนักวิจัย หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ดูความปลอดภัยให้กับผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว
หากอยากเช็คให้แน่ใจ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีชุดตรวจสอบสารต้องห้าม(Test Kit Cosmetic)จำหน่าย แต่ก่อนซื้อปรึกษาผู้ขายก่อนว่าสามารถตรวจสอบสเตียรอยด์ในครีมได้หรือไม่ เพราะสเตียรอยด์มีหลายประเภท อาจใช้หาสเตียรอยด์ประเภทที่อยู่ในครีมไม่ได้
วิธีการตรวจเช็คครีมต้องสงสัยว่าจะมีสารสเตียรอยด์ 
    ทดสอบด้วยผงซักฟอก วิธีนี้เป็นวิธีทดสอบครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดควิโนนแบบง่ายๆ แค่เพียงหาผงซักฟอกมาละลายน้ำแบบเข้มข้น จากนั้นก็เอาไปหยดในครีมที่ใช้ แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงของครีม คือถ้าครีมเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลไหม้ หรือเปลี่ยนสีไปจนผิดสังเกต แสดงว่าครีมตัวนั้นอาจมีส่วนผสมของสารอันตรายอย่างไฮโดควิโนนอยู่นั่นเอง




5 อาการเริ่มแรก แพ้เครื่องสำอาง

5 อาการเริ่มแรก แพ้เครื่องสำอาง

1. น้ำตาไหล ไม่ทราบสาเหตุ ถ้าหากสาวๆมีการใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เช่น mascara , eyeshadow , eye remover แล้วเกิดมีอาการแสบตา หรือน้ำตาไหลไม่หยุดแบบไม่ทราบสาเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยนะคะว่ามันคืออาการของการแพ้เครื่องสำอาง ห้ามดื้อ ห้ามฝืนใช้ต่อเด็ดขาดเพราะถ้าอันตรายถึงขั้นตาบอดขึ้นมาบอกเลยไม่คุ้มแน่นอน แต่ถ้าหากหยุดใช้แล้วยังคงมีอาการอยู่ควรรีบไปพบแพทย์นะคะเพราะอาจมีสารตกค้างที่เราล้างไม่ออก หรืออาจจะมาจากสาเหตุอื่น อย่าปล่อยไว้เด็ดขาดเพราะเรื่องของดวงตานี้ละเอียดอ่อนมากค่ะ
2. เป็นผื่นบริเวณรอบๆ ที่ใช้เครื่องสำอาง หากมีอาการแบบนี้อาจจะเกิดจากการแพ้ส่วนผสมบางอย่างในเครื่องสำอาง เช่นน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์เป็นต้น ให้หยุดใช้ทันทีและถ้าหากมีอาการเป็นตุ่มและมีอาการคันร่วมด้วย ไม่ควรเกาเพราะอาจจะทำให้เกิดแผล และติดเชื้อได้
3. อยู่ๆก็เป็นสิว หากว่าจู่ๆหน้าใสๆก็เกิดเป็นสิวขึ้นมาซะอย่างนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางตัวที่ใช้อยู่นั่นเอง ควรที่จะต้องหยุดใช้ไปก่อน และหากเป็นไปได้คือควรหยุดใช้ตัวอื่นๆ ที่คิดว่าไม่แพ้ไปด้วยจนกว่าสิวที่เป็นจะหายเพื่อไม่ให้สารเคมีในเครื่องสำอางไปกระตุ้นอาการแพ้ให้หนักขึ้นกว่าเดิม
4. รู้สึกแสบร้อนไปทั้งหน้า หากรู้สึกมีอาการหน้าร้อน มีตุ่มแดง จนไปถึงหน้าชาแสดงว่ามีการแพ้เครื่องสำอางที่เกี่ยวกับผิว หรือมาร์คหน้า ให้รีบล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แล้วรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

5. เป็นกระสีขาว อาการนี้ส่วนมากเกิดมาจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารปรอท แม้ระยะแรกผิวจะขาวขึ้น แต่สุดท้ายเซลล์ผิวจะถูกทำลายจนผิวกลายเป็นสีกระดำ กระด่าง ปัจจุบันมีเครื่องสำอางที่จำหน่ายทางอินเตอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยที่โฆษณาอย่างโจ่งแจ้งว่าผสมสารปรอท พร้อมวิธีใช้ครีมปรอทอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งอันที่จริงแล้วสารปรอทไม่มีวิธีไหนที่จะใช้แล้วปลอดภัยนะคะ เพราะสารปรอทคือโลหะหนักนอกจากจะส่งผลเสียต่อผิวหนังภายนอกแล้วยังสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือด เข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายสูญเสียการควบคุม การได้ยิน การมองเห็น ซึ่งถ้าหากระบบร่างกายเหล่านี้ถูกทำลายแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้อีก 

เรื่องสำคัญของ "วันหมดอายุ" เครื่องสำอาง

เรื่องสำคัญของ "วันหมดอายุ" เครื่องสำอาง

เชื่อว่าสาวๆหลายคนต้องรู้กันอยู่แล้วใช่ไหมค่ะว่าเครื่องสำอางที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเนี่ยมีวันหมดอายุกันทั้งนั้น แต่ทั้งๆ ที่รู้นี่แหละค่ะเวลามี Sale ทีไรก็อดใจไม่ได้ซักทีที่จะที่จะซื้อไว้ก่อน  ก็แหมบางทีมันลดมาตั้ง  50%  ใครจะอดใจไหวจริงไหมคะ
ทีนี้ปัญหามันไม่ได้เกิดตอนซื้อหรอกค่ะ แต่มันเกิดตอนที่เราใช้ไม่ทันนี่แหละค่ะ บางอันลืมไปด้วยซ้ำว่านี่ชั้นซื้อมันมาด้วยหรือเนี่ย แต่ไม่ต้องตกใจนะคะสาวๆ เพราะเครื่องสำอางเนี่ยหากเรายังไม่ได้เปิดใช้มันเก็บไว้ได้นานถึง 3-5 ปีเลยทีเดียวนะคะ  หรือดูวันหมดอายุที่บรรจุภัณฑ์ก็ได้ค่ะว่าหมดอายุเมื่อไรถ้ายังไม่ได้เปิดใช้ แต่ถ้าไม่มีวันหมดอายุ มีแค่วันผลิตเราก็ใช้วิธีนับเอาจากวันผลิตก็ได้ค่ะ วันหมดอายุตัวนี้เราจะเรียกมันว่า Shelf Life ค่ะ

แล้วถ้าเปิดใช้แล้วล่ะ!! เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วเราจะมายึดเอาวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์มาเป็นเกณฑ์ไม่ได้แล้วนะคะ  เพราะเมื่อมันโดนอากาศ โดนแปรง โดนมือเราก็เท่ากันมันปนเปื้อนไปเรียบร้อยแล้ว มันจะหมดอายุเร็วกว่าวันที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ค่ะ เราต้องเปลี่ยนมาดูสัญลักษณ์นี้แทน ซึ่งเราจะเรียกมันว่า "Period After Opening" หรือ (PAO)
หน่วย M หมายถึง เดือน ตัวเลขด้านหน้าก็หมายถึงจำนวนของเดือน นั่นหมายความว่าเครื่องสำอางชิ้นนั้นๆจะมีอายุการใช้งานได้อีกเท่าไร หลังจากเปิดใช้เป็นครั้งแรกค่ะ
เช่นจากรูปภาพก็หมายความว่ามีอายุใช้งานได้อีก 6 เดือนนับจากการเปิดใช้ครั้งแรกค่ะ


แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พอจะหมดอายุหลังจากผลิตมานาน (Shelf Life) แล้วเราเพิ่งมาเปิดใช้ จะมายึดเอาตาม PAO ไม่ได้นะคะ อันไหนถึงก่อนก็ต้องยึดตามนั้นค่ะตาม

6 ขั้นตอนง่ายๆ เช็คความปลอดภัยเครื่องสำอาง อาหารเสริม

6 ขั้นตอนง่ายๆ เช็คความปลอดภัยเครื่องสำอาง อาหารเสริม

ปัจจุบันมีแบรนด์เครื่องสำอาง อาหารเสริมเกิดขึ้นมากมาย และที่สำคัญก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นแครื่องสำอาง อาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือใส่ใส่ต้องห้ามที่เป็นอันตรายต่อร่างกายผู้ใช้ จุดประสงค์ของการใส่ก็คือเพื่อให้เห็นผลเร็ว ในราคาที่ถูกมากๆ ในเมื่อมีแบรนด์ที่ไม่ได้มาตรฐานมากมายขนาดนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบรนด์ที่เรากำลังใช้, เป็นตัวแทน, หรือกำลังสนใจจะเป็นแบรนด์ที่ได้มาตรฐานหรือไม่ วันนี้มิสเดอร์มามี 6 ขั้นตอนการตรวจสอบมาให้ค่ะ รับรองว่าถ้าผ่าน 6 ขั้นตอนนี้ปลอดภัยแน่นอน
1. ดูจากเลข อ.ย. หรือจะเรียกว่าเลขจดแจ้งก็ได้ค่ะ
     ปัจจุบันมี Application ของ อ.ย. ที่เอาไว้ให้ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น แต่ถ้าใครกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ก็กดลิงค์นี้ก็เข้าเว็บไซท์ของ อ.ย. ไปตรวจสอบกันได้เลยค่ะ http://porta.fda.moph.go.th

ถ้าหากตรวจสอบแล้วชื่อผลิตภัณฑ์ที่ปรากฎในเว็บไซท์ ตรงกับผลิตภัณฑ์ที่เราตรวจสอบก็สบายใจได้ค่ะ แต่... บางแบรนด์ก็หัวหมอสวม อ.ย. เพราะฉะนั้นจึงต้องตรวจสอบในข้อที่เหลือด้วยค่ะ
แต่ถ้าหากตรวจสอบแล้วไม่ตรง อันนี้ฟันธงไปเลยค่ะว่าไม่ปลอดภัยแน่นอน
2. มีรายละเอียดการผลิตบนฉลากชัดเจน
     หลักการง่ายๆค่ะ ถ้าหากแบรนด์นั้นๆมีความปลอดภัยมีความจริงใจก็ไม่ต้องมีอะไรต้องปิดบังกัน เพราะฉะนั้นต้องบอกรายละเอียดการผลิตให้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็น
- วันผลิต หรือวันหมดอายุ
- ชื่อ ที่อยู่ ของบริษัทผู้ผลิต หรือนำเข้า
ถ้าหากไม่มี หรือระบุแบบกำกวม ก็ให้สงสัยไว้ก่อนค่ะว่าอาจจะไม่ปลอดภัย
3. อ่านวิธีใช้โดยละเอียด
     เพื่อประโยชน์สูงสุดของการใช้ ควรอ่านรายละเอียดวิธีใช้ หรือวิธีรับประทานแล้วปฏิบัติตาม เช่นควรทาเป็นประจำเช้า-เย็น เป็นต้น
4. นอกจากวิธีใช้แล้ว คำเตือนก็ควรใส่ใจไม่แพ้กัน
    เพื่อความปลอดภัยของการใช้ หากตรวจสอบแล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้มีแหล่งผลิตที่วางใจได้ ก็ควรอ่านรายละเอียดวิธีใช้ หรือวิธีรับประทานแล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพราะมีเครื่องสำอางบางประเภทห้ามใช้กับอวัยวะบางส่วนเช่น ห้ามทารอบดวงตา เป็นต้น 
5. ทดสอบอาการแพ้ทุกครั้งก่อนใช้ 
     เครื่องสำอางทุกชนิด แม้จะผลิตถูกต้อง มีเลข อ.ย. แต่ก็อาจจะมีส่วนผสมที่เราแพ้ได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าหากไม่แน่ใจก่อนใช้ควรทดสอบอาการแพ้ก่อนโดยการทาบริเวณผิวหนังที่อ่อนเช่นที่ข้อพับแขน เป็นต้น
6. ซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

     ปัจจุบันมีแหล่งซื้อขายเครื่องสำอาง อาหารเสริมมากมายตั้งแต่เคาท์เตอร์แบรนด์ในห้าง จนถึงแผงในตลาดนัด และในโลกออนไลน์ เพราะฉะนั้นก่อนซื้อก็ควรตรวจสอบให้ดีซึ่งร้านค้าที่มีตัวตนคงตรวจสอบไม่ยาก แต่ในโลกออนไลน์วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นก็คือให้สังเกตเครื่องหมาย DBD ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้เลยค่ะว่าเว็บนั้นๆได้มีการจดทะเบียนรับรองหรือไม่โดยคลิกที่เครื่องหมายแล้วจะปรากฎหน้าเว็บ รับรองการจดทะเบียน แบบนี้ถ้าไม่มีก็อย่าเสี่ยงดีกว่าค่ะ

เวชสำอางคืออะไร มีอะไรบ้าง

เวชสำอางคืออะไร มีอะไรบ้าง เวชสำอาง (Cosmeceuticals) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทั้งของเครื่องสำอางและยาเข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่าเป็นผลิตภัณ...